#lkfitnessdiary

มาราธอนแรกในชีวิต

 

มาราธอนแรกเป็นยังไงนะเหรอ

บอกไปก็กลัวจะไม่สนุก เพราะของแบบนี้ ต้องเจอด้วยตัวเอง….

แล้วของเกดสนุกมั้ย ? บอกเลยว่า สนุกเกินคาด!

 

4 กุมภาพันธ์ 2561 สนามราชมัง ฯ เวลาตีสาม
เสียงแตรปล่อยตัวนักกีฬาดังขึ้น มาราธอนแรกของเกดเริ่มแล้ว...

วิ่งไปได้ 3 กิโลปุ๊บ เสี้ยนตำเท้า แจ่มว้าว!

อ่านไม่ผิด เสี้ยนตำ! โอ้ยยยย แล้วมาได้ไง ? เกดก็อยากรู้เหมือนกัน แม่งเอ๊ยยยย! จะตำทำไมวันนี้ว้าาาาาา ตอนซ้อมก็ใส่ถุงเท้าคู่นี้แล้ว หรือถุงเท้าผลิตจากวัสดุธรรมชาติ ที่มีส่วนผสมของต้นไม้! OK! มันจะมาจากไหนก็ช่างมัน แต่มันทำให้วิ่งแล้วรู้สึกเจ็บแปล็บ ๆ หลังจากที่ทนวิ่งไปสักพักประมาณโลที่ 3 หรือ 4 เกดกับเพื่อนตัดสินใจหยุดวิ่งเพื่อถอดถุงเท้าดู เราหยุดกัน 2 รอบ จนในที่สุดพวกเราตัดสินใจแวะรถพยาบาลให้เค้าช่วยดู พยาบาลเอาไฟส่องก็เจอเสี้ยนดำ ๆ เกดเอาเล็บจิกออก แล้วพยาบาลก็เอาพลาสเตอร์ยาแปะให้ที่ฝ่าเท้า 2 อัน

ขณะที่นั่งแปะพลาสเตอร์ยาที่รถพยาบาลอยู่อย่างสบายใจ จังหวะนั้นเราสามคนเหลือบไปเห็น pacer 7 ชัวโมง วิ่งผ่านหน้าพวกเราไปต่อหน้าต่อตา บอกเลยว่าตอนนั้นเกดเสียกำลังใจมาก และเครียดทันที เพราะนี่ยังวิ่งได้ไม่ถึงไหนก็เจอเสี้ยนตำ แล้วหนทางข้างหน้าอีก 37 กิโล เกดเริ่มคิดแล้วว่า...นี่เราจะเจออะไรอีกวะเนี่ย ?

ข่อย เพื่อนเกดที่วิ่งด้วยกันคงเห็นเกดเครียด ๆ เลยพูดขำ ๆ ว่า

"ไม่เป็นไรลูกพี่ สบายแล้ว ทางโล่งเลย ไม่มีใครวิ่งตามหลังเราเลยสักคน " (คือเราช้าสุดแล้วนั่นเอง) 

เห้ย!! ไม่ได้!! เราจะปล่อยให้ pacer 7 ชั่วโมงแซงไม่ได้ !!!!

เกดรีบใส่ถุงเท้าและเริ่มวิ่งต่อทันที ตอนนั้นจำได้ว่าไม่มีใครอยู่หลังพวกเราเลยนอกจากรถพยาบาล แอบคิดในใจเหมือนกันว่าวันนี้เราจะโดนเก็บมั้ยว้า…ทีนี้วิ่งมาสักพักเราก็เห็น pacer  7 ชั่วโมงอยู่ใกล้ ๆ เอาเว้ย!! สบายแล้ว ยังไงก็จบก่อน 7 ชั่วโมงแน่ ๆ เกดและเพื่อนก็วิ่งนุ้งนิ้งกันไปเรื่อย ๆ จนสามารถแซง pacer 7 ชั่วโมงคืนได้ อิอิ บอกเลยว่า moment ที่วิ่งหนี pacer 7 ชั่วโมงคือความสนุกมากจริง ๆ ทั้งลุ้น และขำกันเอง…

 

จากนั้นเราก็วิ่งมาถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  

เนื่องจากมาราธอนครั้งนี้ เรื่องที่เกดกังวลหลัก ๆ เลยคือเรื่องเจ็บเท้าขวา ความรู้สึกเจ็บเท้าที่สวนลุมวันนั้นยังตามหลอกหลอนเกดตลอด ถึงแม้จะทำกายภาพแล้ว หาหมอแล้ว อัลตร้าซาวด์แล้ว ยืดแล้ว พักแล้ว แปะ rock tape ก็แล้ว เกดก็ยังจิตตกอยู่ตลอด แต่พอมาวันนี้ เกดไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะทุกอย่างมันช่างเหมาะเจาะไปเสียหมด (ไม่นับเรื่องเสี้ยนตำ ) พอวิ่งมาเรื่อย ๆ จนเห็นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอยู่ตรงหน้า เฮ้ย!! นี่มันโลที่ 13 แล้ว! บอกตัวเองว่า " เข้มแข็งไว้ อีก 8 โลก็ครึ่งทางแล้ว! "

วิ่งต่อไปได้อีกหน่อย ไอ้เสี้ยนที่ตำเท้าก็ยังมีแว็บ ๆ ขึ้นมาบ้าง แต่ยังวิ่งได้อยู่ เกดบอกข่อยไว้ก่อนเผื่อมันแปล๊บขึ้นมาอีก จะได้เตรียมใจไว้เผื่อต้องหยุดวิ่งกันอีก...

เกด: ข่อย….เสี้ยนมันยังมีแว็บ ๆ อะ 
ข่อย: ไหวมั้ย ?
เกด: ไหว ๆ แต่ว่าเราเริ่มปวด….แล้วอะ
ข่อย: โอ้ยยยยยยยยยย ให้มันมาเป็นอย่าง ๆ ได้ม้าย! เดี๋ยวก็เสี้ยน เดี๋ยวก็ขี้!

แล้วเราก็คุยกันไป ขำกันไปเรื่อย ๆ เพลิน ๆ ตอนนั้นท้องฟ้ายังคงมืดอยู่ อากาศก็เย็นสบายดี พลางคิดในใจว่า 

“ ให้มันได้หยั่งงี้ซี้  อะไรที่อยากให้เกิดในวันแข่ง มันเกิดขึ้นจริงๆ  ทั้งอากาศก็ดี ทั้งสภาพร่างกายก็ดี ทั้งเส้นทางก็ดี สนุกจริงๆเล้ย!”

 

จากนั้นเราก็วิ่งมาถึงพระบรมรูปทรงม้า

ตอนนั้นเริ่มเห็นนักวิ่งบางคนเดินเพราะมีอาการเจ็บ บางคนเริ่มเอาสเปร์ยมาฉีดเข่า แต่เรา 3 คนยังคงวิ่งใน pace นุ้งนิ้ง (8:15) ของเราต่อไปเรื่อย ๆ ถนนเส้นนั้นทั้งสายมีรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ประดับไว้อยู่ตามเส้นทางที่วิ่งผ่าน เกดมองรูปในหลวงแล้วบอกกับตัวเองว่า 

นั่น! เห็นเหงื่อในหลวงมั้ย!!! ในหลวงเหนื่อยกว่านี้!! เราแค่มาวิ่งเอง สู้!

สักพักเราก็มาถึงโลที่ 20 พอถึงตอนนี้ เกดรู้ทันทีว่าเกดจบมาราธอนนี้ได้แน่นอน เพราะไม่เจ็บเอ็นใต้ฝ่าเท้าเลย แถมหันหลังไปมอง pacer 7 ชั่วโมงที่วิ่งตามหลังพวกเรามา ก็หาไม่เจอแล้ว …

"หึ! นี่สินะที่เค้าเรียกว่า ทิ้งห่าง!!!!" ยิ้มมุมปากดุจผู้ชนะ อิอิ

 

แล้วความระทึกก็เกิดขึ้น ณ กิโลที่ 23 เรียกว่า hi-light เลยแล้วกัน....

จากถนนราชดำเนินเลี้ยวขวาไปยังเส้นทางแสนสวย...พุทธมลฑลสาย 2 มุ่งหน้าสะพานพระราม 8 และวิ่งต่อไปอีก

ไม่ใช่สิ…ต้องเขียนว่า "วิ่งต่อไปอีกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก" บนคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี

ตอนนั้นเราวิ่งกันมาถึงโลที่ 23 ซึ่งอีก 2 กิโล จะถึงระยะที่เกดซ้อมมายาวสุดคือ 25 กิโล! และแล้วสิ่งที่คิดว่าจะเกิด ก็เกิดขึ้นจริง ๆ จนได้
ไม่ใช่อาการบาดเจ็บที่เท้า 

แต่มันคือ ปวด…ท้องมากกกกกกกก (ปวดขี้นั่นแหละ)

ระยะทางตั้งแต่บนสะพานพระราม 8 ไปจนถึงคู่ขนานลอยฟ้า พระบรราชชนนีโดยประมาณน่าจะ 18 กิโล ได้ มองซ้ายมองขวาไร้ซึ่งบ้านเรือน หรือ โรงแรมให้แวะเข้าห้องน้ำได้เลยเพราะเราวิ่งกันอยู่บนสะพานโลด! ทางเดียวคือต้องเข้ารถห้องน้ำเคลื่อนที่…

จริง ๆ เกดอั้นมาตั้งแต่โลที่ 20 พอถึงโลที่ 23 เกดเห็นรถห้องน้ำข้างทาง ตอนนั้นโคตรดีใจแต่พอเห็นคิวแล้วก็คิดว่า โอ้ มาย ก็อด!!! ยาวจัง ไปเข้าข้างหน้าก็ได้วะ…

เกดกลั้นใจวิ่งต่อไปอีก 200 เมตร ตอนนั้นเพื่อนถามว่า “ชัวร์นะ ? เข้าห้องน้ำก่อนก็ได้ อย่างมากก็เสียเวลาไป 10 นาทีเอง”

โลที่ 23.2 เกดตัดสินใจวิ่งกลับไปที่รถห้องน้ำ ตอนนั้นขนลุกแล้ว แต่ความพีคคือมีคนต่อคิวอยู่หน้าห้องน้ำยาวอีก 7 คิว! แล้วห้องน้ำมี 2 ห้อง!

อากาศยามเช้าที่แสนเย็นสบาย เปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บโดยพลัน

หลังจากที่เกดใช้เวลาทำธุระไปประมาณสิบกว่านาทีเกดก็วิ่งกลับไปตรงจุดที่เพื่อนยืนรอ ประโยคแรกที่พูดกับเพื่อนคือ

เกด: ข่อย!!! pacer 7 ชั่วโมงแซงเราไปยัง?
ข่อย: ยัง ๆ ๆ ลูกพี่สบายใจได้ 

เอาล่ะ เสี้ยนก็หายไปแล้ว ห้องน้ำก็เข้าเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้อะไรก็หยุด คุณโยฮาราไม่ได้แล้ว!!!!!!!!!!!!!!!!

ตี๊ด กด resume นาฬิกาและวิ่งต่อ เหลืออีกเพียง 19 กิโล มาราธอนนี้ก็จะจบลง

 

น้ำตาหยดแรกไหลออกมาเมื่อเห็นป้ายบอกทาง “นครปฐม”

โอเค..คือมันไมได้ไหลเป็นทางมันแค่เอ่อปริ่ม ๆ แต่มันก็คือน้ำตา...

ตั้งแต่ตีสามที่วิ่งออกมาจากราชมังฯ จนเจอป้าย นครปฐม ช่างเป็น moment ที่ touching มากสำหรับเกด คนอื่นอาจจะน้ำตาไหลตอนเข้าเส้นชัย แต่ของเกดมันปริ่ม ๆ ตอนเห็นป้าย “นครปฐม” 

" นี่เราวิ่งจาก รามคำแหง จนเจอป้าย นครปฐม จริง ๆ เหรอ! " ในใจคิด

 

แล้วภาพทั้งหมดก็ลอยเข้ามา…ภาพที่เกดเริ่มซ้อมมาราธอนวันแรกกับข่อย ภาพตอนพยายามวิ่ง Zone 2  ภาพตอนที่เจ็บเอ็นที่เท้า ตอนไปหาหมอ ตอนอยากวิ่งแต่วิ่งไม่ได้ ตอนทำกายภาพ ตอนที่พยายามยืดให้ได้วันละ 2 ครั้งตามที่กายภาพบอก นึกถึงตอนเทรนวิ่งกับพี่กุ้ง แล้วพอมาวันนี้ เจอทั้งช็อตเสี้ยนติดเท้า ไหนจะตอนเห็น pacer 7 ชั่วโมงวิ่งผ่านไป ช็อตที่เราวิ่งแซง pacer 7 ชั่วโมงคืนได้ แล้วไหนจะต้องมายืนขนลุกรอคิวห้องน้ำอีก 7 คิว แล้วนี่.. ป้ายนครปฐม อยู่ข้างหน้า!! เกดน้ำตาคลอให้กับทั้งความตั้งใจ ความอดทน ความมีวินัย ความใจเย็น ความมีสติ และความไม่ประมาทของตัวเองที่ทำให้เกดมาถึงตรงนี้ได้ ขณะนั้นเราก็ยังคงวิ่งไปเรื่อย ๆ ด้วยความเบิกบาน จนสักพักก็เริ่มสงสัยว่า เอ...จุดกลับตัวอยู่ไหนฟร๊ะ!

 

42 กิโล ม้นไกลกว่าที่คิดไว้มาก!

เกดเตรียมใจไว้แล้วว่ามาราธอนมันต้องไกล... แต่ของจริงอะ แม่งโคตรไกล แบบว่า ไกลกว่าที่คิดเอาไว้มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ตอนนั้นคิดในใจว่า แม่งเอ๊ย! คิดถูกมากที่แวะเข้าห้องน้ำตอนโลที่ 23 เพราะหลังจากนั้น มันไม่มีห้องน้ำอีกเลย…ปรบมือให้ตัวเองอยู่ในใจที่ไม่ประมาทกับเรื่องเข้าห้องน้ำ จนมาถึงจุดกลับตัว (ซักที) ตรงสายใต้ใหม่ จริง ๆ เลยสายใต้ใหม่ไปอีกกิโลนิด ๆ อะแหละกว่าจะได้ U-Turn แต่เกดพยายามนึกแต่เรื่องดี ๆ เกดพยายามบอกตัวเองว่า " ดีจังเลย วิ่งบนสะพาน ทางตรงตลอดเลย นี่ถ้าวิ่งในสวนลุม 18 กิโล ต้องเวียนหัวไปแล้ว แถมบนนี้ก็ไม่มีรถให้ต้องหลบ ไม่เจอควัน perfect จริง ๆ  "

แต่ความเป็นจริงแล้วเกดไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย พอ u- turn ปุ๊บ เกดคิดในใจว่า " ยังต้องวิ่งกลับไปเท่าระยะที่วิ่งมาเมื่อกี๊นี้เนี่ยนะ!" 

ข่อยให้กำลังใจว่า " เดี๋ยวขากลับมันจะเร็วแล้ว"

 

*อยากเจอมานานแล้ว เห็นเค้าว่าจะเจอกำแพงช่วงกิโลที่ 34 แหม...โชคดีที่วิ่งช้าเราเลยไม่ได้เจอกัน


ในที่สุดมาราธอนแรกของเกดก็จบลง

พอถึงกิโลที่ 34 เกดมองนาฬิกาตัวเอง แล้วก็อดยิ้มไม่ได้เพราะ ตั้งแต่ใส่นาฬิกามามันไม่เคยมีตัวเลขนี้อยู่บนหน้าจอมาก่อน มากสุดก็ 25 กิโล และอีก 8 กิโลเท่านั้น เกดจะได้ชื่อว่าเป็น " Marathon Finisher " ระหว่างทางที่วิ่ง 8 โลสุดท้าย เกดไม่ได้คิดเลยว่าเหลืออีกกี่รอบสวนลุม คนอื่นอาจจะคิด แต่สำหรับเกด เกดว่าคิดไปก็เท่านนั้น เกดคิดแค่ว่าระยะทาง 42 กิโล มันก็คือ 42 กิโลนั่นแหละ เราแค่ก้าวเท้าไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวระยะทางมันก็สั้นลงเรื่อย ๆ เอง 

*ถ่ายไว้หน่อย เพราะเกดคงไม่ได้เห็นตัวเลขแบบนี้อีกแล้ว

*ลงสะพานซักทีโว้ย!!!

พอลงสะพานผ่านฟ้าลีลาศปุ๊บ เกดก็เริ่มได้ยินเสียงบรรยากาศในงาน ตอนนั้นใจเต้นแรงมาก อีกแค่ 1 กิโลเท่านั้น!!! ไม่อยากจะเชื่อเพราะเกดคิดว่าเท้าจะหายไม่ทันมาวิ่งงานนี้แล้วด้วยซ้ำ แถมซ้อมยาวสุดได้แค่ 25 โลเอง แต่นี่...เหลืออีกไม่เกิน 300 เมตรเท่านั้น มาราธอนแรกจะจบลงแล้ว! ใส่ให้หมด!

พรึ่บ! เกดก้าวเข้าเส้นชัยด้วยความตื้นตัน (จบที่เวลา 6:03 ชั่วโมง ไม่รวมเข้าห้องน้ำ ถ้ารวมก็ 6:13 ชั่วโมง) ส่วนเรื่องร้องไห้นะเหรอ โอ้โห ร้องตั้งแต่ตอนลงสะพานผ่านฟ้าลีลาศแล้วจ้า 

ที่เกดเล่ามาทั้งหมดนี้...เกดว่ามันก็เหมือนเวลาเราไปงานแต่งงานแล้วได้ยินเจ้าสาวพูดว่า “วันนี้เป็นวันที่มีความสุขมาก ๆ ในชีวิตเลยค่ะ“ 

เราไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของเจ้าสาวจริง ๆ หรอกถ้าเราไม่ได้แต่งงานเอง 

นี่ก็เหมือนกัน… จบมาราธอนแล้วมันน่าภูมิใจขนาดไหน จะพูดยังไงคนก็ไม่มีวันเข้าใจหรอกถ้าไม่ได้ลองเอง 

*ความรู้สึกตอนนั้นมันมีทั้ง ภูมิใจ โล่งใจ ทั้งตกใจ มันอธิบายไม่ได้จริง ๆ 

 

*มาราธอนเหรียญแรกในชีวิต

ถามว่า “แล้วเกดได้อะไรจากการวิ่งมาราธอนครั้งนี้ ? 

เกดเคยได้ยินมาว่า “ มาราธอนไม่ได้หมายถึงวันที่เราวิ่งเข้าเส้นชัย แต่มาราธอนมันเริ่มตั้งแต่วันที่เราตัดสินใจที่จะวิ่งแล้ว “
เป็นประโยคที่ ต้องเป็นคนวิ่งมาราธอนเท่านั้นถึงจะเข้าใจ เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ บอกเลยว่าไม่ง่าย แต่ถ้าใครลังเลว่าจะลง full ดีมั้ย ? เกดว่าถ้าอยาก ก็ลง ถ้าถามว่าจำเป็นกับชีวิตมั้ย ก็ไม่จำเป็น แต่ถ้าตัดสินใจลงมาราธอนแล้ว อย่าลืมว่าการซ้อมสำคัญมาก และ Dynamic warm up ก็สำคัญมากเช่นกัน เตือนไว้ก่อน ไม่งั้นจะเจ็บแบบเกด 

สุดท้าย  “ มาราธอนแรก ”  ยังทำให้เกดเข้าใจประโยคนี้มากขึ้นอีกด้วย…

" prepare for the worst but hope for the best "

" พร้อมเสมอสำหรับเรื่องเลวร้าย แต่ก็ต้องหวังสิ่งที่ดีที่สุดไว้เสมอเช่นกัน "

เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าในแต่ละวันจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง 
ใครจะไปรู้ว่าเสี้ยนจะตำเท้า หรือไม่แน่..เราอาจจะซ้อมมาถึง 32 โลแล้วก็จริง แต่พอถึงวันแข่งจริงดันเจ็บเท้าขึ้นมาตั้งแต่โลที่ 3 จนวิ่งต่อไม่ไหวก็ได้ ใครจะไปรู้! 

ฉะนั้นนอกจากร่างกายที่ต้องพร้อมแล้ว เกดอยากให้ทุกคนเตรียมใจให้พร้อมด้วยเช่นกัน เพราะถ้าหากมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นตอนวิ่งมาราธอนขึ้นมาเมื่อไหร่ เราจะได้ไม่ช็อค!  เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นคนที่ชอบอะไร surprise…

No Need To Make Sense

Jirada Yohara, Marathon finisher