The Chosen one

ขอบคุณนะ ปี2016

 

คือ ไม่ได้เรียงลำดับความพีคหรืออะไรนะ เพราะสำหรับเกดมันพีคทุกเรื่อง ซึ่งมีไม่กี่เรื่องหรอก 


เรื่องแรกเลยคือ เรื่อง กอล์ฟ ... ทุกคนก็รู้ว่าเกดชอบกีฬานี้มาก ฉะนั้นปีนี้ทั้งปีก็จะดูแต่กอล์ฟ และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกอล์ฟ แล้วก็บ้านักกีฬากอล์ฟเป็นพิเศษ จนเมื่อเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ไปดูการแข่งขันกอล์ฟที่อเมริกา เป็นรายการของ Dean&Deluca ใช้ชื่อว่า ‘The Invitational’ จริงๆมันคือรายการแข่งกอล์ฟเก่าแก่ที่ชื่อว่า ‘The Colonial’ นั่นแหละ แต่เปลี่ยนเจ้าของรายการแข่งขันเป็น Dean&Deluca แล้วก็เลยเปลี่ยนชื่อรายการด้วย

ครั้งแรกที่ไปถึงนี่คือแบบ โคตร happy  !!!!! ลองนึกดูว่า ถ้าครั้งนึงเราได้อยู่ท่ามกลางมนุษย์ที่เราปลื้มหลายๆคน แล้วได้เดินกระทบไหล่นักกีฬาที่เราชอบ มันจะมีความสุขขนาดไหน....

ซ้ายเห็น Matt Kuchar นั่งกินขนมปังอยู่คนเดียวที่ห้องอาหาร  ขวา เห็นรอยยิ้มของAdam Scott ตอนงานเลี้ยงdinner   บ่ายของอีกวันเดินไปเจอ Vijay Singh ซ้อมกอล์ฟ  เย็นๆได้ไปดู Nick Faldo สัมภาษณ์พี่ยิ่งในห้องที่เค้าไว้ถ่ายทอดสด แต่ที่พีคคือได้เดินตาม  Jordan Spieth รอบ Pro-am (คือรอบที่นักกอล์ฟเล่นกับมือสมัครเล่น อาจจะเป็น ดารา หรือ sponsor ของงาน ก็แล้วแต่) 

*ครั้งแรกที่หิ้วถุงกอล์ฟข้ามน้ำข้ามทะเลไปตีกอล์ฟที่อเมริกา

 

*ไปถึงสนามที่เค้าแข่งกันแล้ว สนามชื่อ  Colonial Country Club ต้องถ่ายรูปกับ Ben Hogen ตรงนี้นะ

 

ถามว่าไปแล้วได้อะไร?

แน่นอนว่าคนไม่เล่นกอล์ฟจะไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของเกดตอนไปยืนดู Vijay Singh ซ้อมกอล์ฟอยู่ครึ่งชั่วโมงว่ามันมีความสุขแค่ไหน !

สำหรับ Vijay Singh... การติด Top 10 World ranking เป็นเวลาสิบปีติดกันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ จริงอยู่ว่าตอนนี้เค้า drop ลงมาแล้ว แต่เค้าก็ยังคงซ้อมหนักมากสมคำร่ำลือ ส่วนใหญ่เวลาเราดูกอล์ฟกันอะ มันไม่ฉายให้ดูหรอก ว่านักกอล์ฟจริงๆเค้าซ้อมหนักขนาดไหน มันถ่ายให้ดูแค่ตอนแข่งกับรับถ้วย นี่เกดยืนดู Vijay Singh ซ้อมอยู่ครึ่งชั่วโมง ตอนนั้นเค้าแข่งรอบแรกเสร็จแล้วนะ แต่เค้าก็ยังไม่ไปไหน เค้ายังอยู่ที่สนาม ยังซ้อมอยู่ ซ้อมวนไปค่ะ!!!! 
และที่สำคัญคือเค้าทำแบบนี้มา30ปีแล้ว...เกดยืนดูเค้านานมากจนเค้าหันมามอง แล้ว ยิ้มให้ ก็เกรงใจนิดหน่อยเพราะเค้าคงต้องการสมาธิ คือถ้ายืนนานกว่านี้ก็กลัวตัวเองจะไปขอเค้าถ่ายรูป ขอลายเซ็นต์ กลัวทำให้เค้าเสียเวลา
ก็เลยเดินจากมาด้วยความตื้นตัน.....สู้ต่อไปนะคะคุณลุง


Jordan Spieth กับ Caddie เค้า Michael Greller

 คือเกดเดินตามเค้ารอบ Pro-am แบบ exclusive ก็คือเดินในสนามเลย ไม่ได้อยู่นอกเชือก (นี่จะอวด จะทำไม!!)  ก็เลยมีโอกาสได้สังเกตุเค้า  ถึงแม้จะเป็นรอบ pro-am แต่แคดดี้ของ jordan spieth เค้าตั้งใจทำงานตลอดเวลา ok ถึงแม้เค้าไม่ได้ถือถุงให้ในรอบ Pro-am แต่เค้าเดินตาม เค้าเดินสำรวจดู Layout ของสนามทุกซอกทุกมุม แล้วก็จดใส่สมุด แล้วก็เดินมาพูดกับ Jordan Spiethบ้าง แล้วก็เดินต่อ แล้วก็จด แล้วก็ดูสมุด แล้วก็เงยหน้าดูสนาม ทำแบบนี้ ตลอด 4ชั่วโมง 

ที่เค้าต้องจดเพราะ เค้าต้องรู้ ว่าสนามนี้เป็นยังไง มี Bunker อยู่ตรงไหน มี Slope มั้ย ไลน์อะไร มีอุปสรรค์อะไรบ้าง เค้าจะคอยให้คำแนะนำนักกอล์ฟว่าควรตีไปไหน แล้วจากตรงนี้ถ้าจะตีไปถึงกรีนมันคือระยะเท่าไหร่ ใช้เหล็กอะไร

จากการเดินตามในวันนั้น ทำให้เกดเข้าใจเลยว่า ทำไมเวลานักกอล์ฟแข่งแล้วชนะ จะต้องหันมากอดกับแคดดี้ด้วยความดีใจแบบขีดสุด เพราะความสำเร็จในการแข่งขันนั้น ส่วนนึงก็มาจากความเก่งของแคดดี้ด้วย
 

บรรยากาศรอบPro-Am นี่นั่งดูไปก็ยังคิดถึงอยู่เลย Bill Murray ตลกดี

*กับ Jordan Spieth

 

*Bill Murray ชอบ Jordan Spieth มาก เลยขอมาออกรอบ Pro-am วันนั้นด้วย 


สุดท้าย Jordan Spieth ชนะรายการนี้ เรายืนดูเค้าตอนเค้าพัต มันเป็น Championship putt ที่ได้เห็นด้วยตาตัวเองครั้งแรก.....เกดกรี๊ดดังมาก แล้วเป็นครั้งแรกที่ได้ยินคนพูดว่า " In the hole " จากในสนามจริงๆ ไม่ใช่เสียงจากทีวี!!!!!!!

มันส์โคตร!  ไม่คิดว่าจะดูกอล์ฟแล้วมันส์ขนาดนี้เลย...

*championship putt ของ Jordan Spieth 

 


*Champ แรกที่ Texas บ้านเกิดของ Jordan Spieth

 

=========================================================================================

 

เรื่องต่อมา เป็นเรื่องของแฟนเราเอง.. Pharrell Williams

Pharrell เป็นศิลปินคนเดียวที่เกดบินไปดูคอนเสิร์ตเค้าที่ต่างประเทศ เค้าไม่ได้เป็นคนเก่งอย่างเดียวนะ แต่เค้าเท่มาก ทั้งเรื่อง style ไม่ว่าจะเพลง หรือ fashion รวมถึง ธุรกิจต่างๆที่เค้าทำ และยังไม่รวมพวกผลงานด้านการออกแบบร่วมกับ brandดังๆอีกเพียบ 

ปี 2013 เกดไปดูคอนเสิรต์ที่ Hongkong ชื่อ BLOHK PARTY โดยมี Pharrell เป็นแม่งาน ในงานก็มีศิลปินอื่นๆด้วยที่ Pharrell เป็นคนเลือกมาเล่น มี Breakbot มี Steve Aoki แล้วก็มีอีกหลายคนที่เกดไม่รู้จัก แต่หลักๆเกดก็อยากดู Pharrell แค่นั้น  เค้าเล่นประมาณชั่วโมงนึงนะ ซึ่งถือว่าคุ้ม

*และแล้วก็มาถึงที่งาน Blohk Party ที่ Hongkong

 

*ซูมสุดๆละ pharrell ของฉัน

 

จากวันนั้นมา ก็ไม่คิดว่าจะได้เจอ Pharrell อีก จน วันที่ 29 สิงหาคม ปี 2559  ที่ผ่านมา


Pharrell มาเมืองไทย !!!!!!!!!!
 

เรียกว่าทำเอาคนทั้งประเทศที่รู้จัก Pharrell เซอร์ไพรซ์ ไปตามๆกัน เพราะ.....

1. ไม่มีใครรู้มาก่อน 
2. เพราะเค้าอยากมางานเปิดตัวตึกมหานครของพี่ยิ่ง มาให้กำลังใจ ( ไม่ได้จ้าง )
3. แต่เนื่องจาก Dean&Deluca จะทำProject ใหม่กับ Pharrell อยู่แล้ว ทางผู้จัดการของ pharrell เลยคิดว่า เออ จัดงานแถลงข่าวเล็กๆดีมั้ย?

4. แล้วความโชคดีก็ตกมาถึงเกด เมื่อการจัดงานนี้มันค่อนข้างปุบปับ พี่ยิ่งถามเกดคืนก่อนวันงานว่า “เกดทำMc ให้งาน Dean กับ Pharrell หน่อยได้มั้ยพรุ่งนี้เช้าที่ Dean เดี๋ยว Pharrell มา?”

ตอนนั้นคือ ใจหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม คงไม่ต้องสงสัยว่าเกดทำหรือไม่ทำนะ

 

เนื่องจากทาง Dean&Deluca และ Pharrell ทำโปรเจ็คร่วมกัน ชื่อ The Williams Family Kitchen โดย product ที่จะทำนั้นได้แรงบันดาลใจจากสูตรอาหารประจำตระกูลเค้า (สูตรพ่อ Pharrell)  

ในวันแถลงข่าว Pharrell พาพ่อและแม่มาด้วยทั้งครอบครัว ดังนั้นทาง Dean&Deluca จึงต้อนรับเค้าแบบครอบครัวเหมือนกัน โดยการให้เกดและคุณจุม (น้องชายพี่ยิ่ง) ทำ MCคู่กันในวันนั้น 

วันนั้น ภาพของร้าน Dean&Deluca ของเกดไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...ครั้งแรกที่เห็น Pharrell เดินเข้าประตูมา มันบอกไม่ถูกอะ เหมือนมีผีเสื้อบินผ่าน..... คืออยากกรี๊ดใส่หน้ามาก!!!!! แต่ก็ต้อง Focus กับสคริป mc เพราะอีก10 นาทีงานแถลงข่าวจะเริ่มแล้ว แต่ตอนนั้นใจเต้น ตุบๆๆ

จนทำ mc เสร็จเท่านั้นแหละ เกดหันมาพูดกับสามีทันทีว่า 

“คุณจุม!!!!!!!! Pharrell อะ Pharrell จริงๆอะ เราได้ทำ mc ให้งาน Pharrell ด้วยอะ ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆ " --เหมือนคนบ้า--

* ชอบบรรยากาศงานวันนั้นจัง.....เป็นการได้เจอศิลปินที่เราชอบแบบสุดยอดกว่าทุกครั้ง เพราะมันอบอุ่นอะ มันไม่เหมือนตอนเห็นเค้าที่ concert แต่นี่เรากำลังยืนทำ mc  โดยมี Pharrell นั่งอยู่ข้างๆห่างไปแค่ 1 เมตร เท่านั้น

 

*พี่ยิ่งกับ Pharrell คือจะบอกว่าถ้าไม่ใช่เพราะพี่ยิ่ง Pharrell ก็คงไม่มา 

 

 

*Because I'm Happy!!! 

 

 

*จำได้ว่าพอเกดลงรูปคู่ Pharrell ใน ig เท่านั้นแหละ คนทั้งประเทศต่างพากันตามล่า Pharrell ยิ่งกว่า Pokemon ซะอีก!!!!​


======================================================================================

 

เรื่องต่อมา เรื่อง Blog ‘No need to make sense!’ 


ชีวิตนี้เกดชอบอยู่ไม่กี่อย่าง.. และเกดจะเขียนแต่เรื่องที่เกดรู้สึกว่ามันน่าสนใจ และชอบเท่านั้น  .. แน่นอนว่า ออกกำลังกายเป็น1 ในนั้น  แต่ถ้าใครอยากรู้ว่า ต้องออกกำลังกายท่าไหนขาถึงเรียว ทำท่าไหนก้นถึงกระชับ... blog เกดไม่มีเรื่อง แบบนี้ให้อ่าน เพราะเกดรู้สึกว่ามันไม่ได้น่าสนใจอะไร เกดให้ความสำคัญกับ ความแข็งแรง และเรื่อง General Fitness มากกว่าความสวยงาม.....

หลายคนอาจสงสัยที่มาของชื่อ Blog เกด ..คือตอนแรก เกดอยากเอาชื่อสิ่งที่เราชอบมาตั้ง มีทั้ง เนื้อย่าง กาแฟ กับยกเวท ทีนี้ก็ลองปรึกษาพี่ใหญ่ที่เป็นเทรนเนอร์ที่สนิทของเกดดู เพราะพี่ใหญ่เป็นคนเก่งเรื่องภาษา เวลาเขียนแคปชั่นนี่พี่ใหญ่เขียนดีมาก และกวนตีนดีด้วย

และนี่คือสิ่งที่เราคุยกันจนออกมาเป็นชื่อ...

No Need To Make Sense 

 

*ไม้งั้นชื่อ Ice Coffee แล้วนะ ฮ่าๆๆๆๆ

 

พอมี Blog ปุ๊บ ก็คิดว่าจะเขียนเรื่องที่มาจากประสบการณ์ของเกด โดยเรื่องแรกที่เขียนและ ไม่คิดว่าจะมีคน share  คือเรื่อง ‘จะรู้ได้ไงว่าเทรนเนอร์แบบไหนที่ใช่สำหรับเรา’ ที่เขียนเรื่องนี้เพราะเกดเชื่อว่า มีอีกหลายคนที่เค้าไม่ได้โชคดีเหมือนเกด ที่มีโอกาส ได้เจอเทรนเนอร์ที่ดี มีความรู้ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย ให้กับเราได้ 

ถ้าใครยังไม่ได้อ่านก็ลองไปหาอ่านได้ใน section ของ #LKFITNESSDIARY 

เกดเขียนไว้ตอนนึงว่า..

*โค้ชที่บอกให้ทำ คือ โค้ชธรรมดา

*โค้ชที่บอกให้ทำ แล้วทำให้ดูได้ด้วย คือ โค้ชที่ดี

*แต่โค้ชที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับเราได้ คือ โค้ชที่สุดยอดไปเลย 

โค้ชกับเทรนเนอร์ก็ไม่ต่างกัน....

 

อย่างน้อยคนที่อ่านเรื่องเทรนเนอร์ ที่เกดเขียนใน blogนี้  น่าจะมองออกได้ระดับนึงว่า เทรนเนอร์ของเค้า เป็นแบบไหน

และถึงแม้จะมีคน share ไม่ได้เยอะอะไรมากมาย แต่คนที่ share ส่วนใหญ่เป็น trainer ด้วยเนี่ยซิ ! มันทำให้เกดภูมิใจสุดๆ

สุดท้ายต้องขอบคุณ  วิว กับ ภู่ ที่ทั้งออกแบบ Logo ทั้ง Design Blog และยังอดทน ตอบคำถามซ้ำๆของเกดตลอด24 ชั่วโมง...จริงๆ

ตั้งแต่ซื้อคอมพิวเตอร์มา เกดไม่เคยใช้มันคุ้มขนาดนี้เลย !!

*  น้องวิวกับน้องภู่ต้องมาสอนการ upload ต่างๆ ในBlog ให้นอกสถานที่อีก 3รอบ

 

===========================================================================================

 

เรื่องสุดท้าย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกด โคตรภูมิใจ กับตัวเองเลย คือ ปีนี้เป็นปีแรกที่เกดจดรายรับรายจ่ายครบทุกวัน!

จำได้ว่า 31 ธันวาคมปีที่แล้ว เกดทำ mc งาน countdown ปีใหม่ หน้า CTW กับพี่วู๊ดดี้ แล้วพี่เค้าก็ถามบนเวทีตอนถ่ายทอดสดว่า …

 


“ลูกเกดตั้งใจว่าจะทำอะไรในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงครับ?”

เกดตอบไปว่า…

‘เกดตั้งใจจะจดรายรับรายจ่ายให้ได้ทุกวันจนเป็นนิสัยค่ะ’


ซึ่งพี่วูดดี้ทำหน้างงนิดหน่อย เลยพูดต่อไปอีกว่า 

“แล้วหนูก็จะให้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้น พยายามทำงานให้น้อยลงค่ะ” 

เอาจริงๆก็ไม่ได้ทำงานเยอะแยะถึงขนาดไม่มีเวลาให้ครอบครัวอะไรขนาดนั้น แต่ก็ตอบไปเพื่อให้ดูมีความเป็น  new year resoloution กับเค้าบ้าง …
 

คือตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะจดทำไม แต่พอดีสามีเกดจด เค้าก็อธิบายว่า 

“ จดซิ เกดจะได้รู้ว่าแต่ละเดือนเนี่ย เกดได้เงินมาเท่าไหร่ และใช้เงินไปเท่าไหร่ และจะได้เห็นว่าค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ไม่จำเป็น จะได้ลดค่าใช้จ่าย และนำเงินที่เหลือ ไปลงทุนอะไรก็ว่าไป จะได้มีเงินใช้ตอนอายุ 60 ตอนที่ก๋วยเตี๋ยวชามละ 200บาท ถ้าเกดอยู่ถึง80 ก็ชามละ400บาทไง”

เชี่ย!!! พอได้ยินว่าก๋วยเตี๋ยวชามละ 400บาทตอนอายุ80 เท่านั้นล่ะ อึ้งเลยค่ะ


กูถึงแน่ๆ ยิ่งแข็งแรงด้วย ถึงแน่ๆ 80เนี่ย!!!!!! (หรืออาจจะไม่ก็ได้)


ด้วยความฉลาด….เลยถามว่า

เกด     : ทำไมชามละ 400บาทอะ? 

คุณจุม : เงินเฟ้อไงเกด ตอนเด็กๆต้องเคยเรียน?

เกด     : เรียนแต่ไม่เข้าใจอะลืมไปแล้วด้วย เล่าให้ฟังหน่อย!!!!

คุณจุม :  คือทุกๆ 15ปี โดยประมาณ ของจะแพงขึ้นเท่าตัว ฉะนั้น จากนี้อีก45ปี ของจะแพงขึ้น8 เท่า ถ้าเรายังไม่ตาย….ฮ่าๆๆๆๆๆ

เกด     : แล้วเกดต้องทำไง? 


คุณจุม : เกดก็ต้องเก็บตังไว้เยอะๆ เพราะเงินที่คิดว่าเยอะ พอถึงตอนนั้นมันไม่เยอะ มันอาจไม่พอใช้ เพราะเงินล้านบาทวันนั้นมันจะเท่ากับ125,000บาท (ของวันนี้)"

 

+++++โอเคมันมี app ที่ช่วยบันทึกรายรับรายจ่ายเยอะแยะให้โหลด แต่ app พวกนั้นมันไม่ละเอียด และไม่เห็นภาพใหญ่ๆว่าเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง มีรายรับอะไรบ้าง เพราะบางทีจ่ายเงินสด บางทีจ่ายบัตรเครดิตไปก่อนแล้วเพื่อนคืนเป็นเงินสดทีหลัง งงไปหมด เกดเลยไ่ม่จดใน app ดังนั้นเกดเลย จดในexcel จดทุกวัน จดว่าวันนี้ กินอะไร ซื้ออะไร ออกรอบเสียตังไปเท่าไหร่ ทิปแคดดี้เท่าไหร่ กินเนื้อย่างกี่บาท จ่ายค่าโทรศัพท์ ค่านำ้มัน ค่าเสริมสวย ค่าประกันรถ ค่าของขวัญ เงินเดือนแม่ และสารพัดค่าทั้งหลาย ไปกี่บาท ไม่ว่าจะจ่ายเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิต

หลังจากที่จดได้สักพัก มันทำให้เห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายเราว่าเป็นยังไง เราจะได้วางแผนการใช้เงินของเราได้อย่างมีสติ  รอบคอบ สามารถตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นได้ เพื่อให้เรามีเงินเก็บไปจนถึงจุดที่เราสามารถ retire ได้ 

ถึงแม้ว่าเกดจะชอบตีกอล์ฟ และ ออกรอบครั้งนึงต้องใช้เงิน ประมาณ 3,000บาท (รวมทิปแคดดี้และกินข้าวแล้ว) ซึ่งเกดออกรอบเกือบทุกอาทิตย์ ดังนั้นเพื่อจะ maintain กิจกรรมที่เกดชอบ เกด ก็ต้องประหยัด แล้วมีอะไรบ้างที่เกดประหยัด…

  • เกดไม่ค่อยซื้อ เสื้อผ้า กระเป๋า หรือรองเท้าแพงๆ (กระเป๋าbrand name ก็มีบ้างแต่ไม่ได้ซื้อมา5ปีแล้ว) 
  •  เวลาไปต่างประเทศเกดนั่ง Eco มีบ้างที่นั่ง business แต่น้อยมากๆ
  •  เกดไม่เที่ยวกลางคืน เลยไม่มีค่ากินเหล้า 
  • เกดกินไม่แพง ส่วนใหญ่กินข้าวบ้าน นานๆทีที่จะกินกับเพื่อนบ้าง เวลากินนอกบ้าน ก็ไม่เกินมื้อละ1,000บาท                                     สมมติกินข้าวนอกบ้าน4 วัน เท่ากับ อาทิตย์ละ 4,000บาท เดือนละ 16,000 ปีละ 192,000บาท เท่ากับออกรอบได้ประมาณ 64 ครั้งต่อปี!!!!!
  •   เกดไม่มีค่าเสริมสวย ไม่มีค่าbotox นอกจากทำเล็บ เดือนละ2000บาท เพราะเกดชอบกัดเล็บเลยต้องทาสี gel ที่เล็บจะได้ไม่กัดเล็บ ถ้าเกดเลิกกัดเล็บได้ เกดจะประหยัดไปอีกปีละ 24,000บาท เท่ากับว่าซ้อมกอล์ฟได้ ตั้ง 650 ถาด คิดว่าปีหน้าจะเลิกกัดเล็บให้ หายขาดละ!!!!

ที่เล่าให้ฟังก็ไม่ใช่ว่านี่จะไม่กินข้าวนอกบ้านกับเพื่อนเลยหรือยังไง  มีกินบ้างแต่ก็ลดเหลือ อาทิตย์ละ 2 วัน มื้อนึงไม่เกินพัน ก็ประหยัดไปได้อีก 60,000 กว่าบาทต่อปี

*คนในรูปคือ เฮียปิง เป็น ลูกพี่ลูกน้องของ คุณจุม ...กินข้าวบ้านไม่เคยเหงาเลยนะ นับจานดูซิ นี่แล้วถ่ายเสร็จแล้วก็อวดกันเองว่าใครถ่ายสวยกว่า..

 

*เกดรักกีฬานี้มาก เพราะมันทำให้ได้อยู่กับเพื่อน และอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งถ้าจะให้เลิกไปเลย คงไม่ได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องประหยัดมากๆ ก็ต้องออกรอบให้น้อยลง เหลือเดือนละครั้ง อะไรแบบนั้น ก๊วนประจำของเกดมีมะนาว ข่อย บอส ส่วนพี่บิ๊คนานๆที 

 

สำหรับคนอื่น มันดูเหมือนไม่มีอะไรนะไอ้การจดรายรับรายจ่ายเนี่ย แต่สำหรับเกดมันเป็น ความภูมิใจมากที่เกดทำได้อย่างที่ตั้งใจซักที และเกดตั้งใจว่าจะทำให้ได้อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการออกกำลังกายเหมือนกัน

 

จริงๆตอนต้นปีอะ เค้าบอกว่าปี 2016 เป็นปีชง แต่เกดไม่เคยรู้สึกอะไรเลยกับคำว่า 'ปีชง'  เพราะ ชีวิตเราจะดีไม่ดี มันขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเราเองมากกว่า นี่ขนาดชง ยังได้เจอ Jordan Spieth เจอ Pharrell แถมยังมีเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกดีอีกตั้งหลายอย่าง ....ทั้งเรื่อง ครอบครัว เรื่องสุขภาพ หรือ เรื่องตีกอล์ฟ...

 

ปีหน้า ก็ชงอีกนะ ปีระกา... ก็ไม่แน่ อาจจะได้เจอ Tiger Woods หรือไม่ก็อาจจะเป็น Rorry ก็ได้ เหอๆๆๆ

 

No need to make sense :)

 

LK